<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเด่นประเด็นร้อน]]></title>
<link>https://region2.prd.go.th/th/content/category/index/id/1169</link>
<atom:link href="https://region2.prd.go.th/th/content/category/index/id/1169" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ไทยพร้อมต้อนรับ 191 ประเทศ ชูแนวคิดหลัก “ขอบฟ้าใหม่ของไทย”]]></title>
<link>https://region2.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1169/iid/543645</link>
<guid isPermaLink="false">4c065bc65b24a44b4e5f3d6bf20ec414</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 09:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ประเทศไทยพร้อมต้อนรับ 191 ประเทศ สู่การประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ&nbsp;</p>

<p>(The International Monetary Fund) และกลุ่มธนาคารโลก (The World Bank Group) โดยกระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ประชุมด้านเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก ที่ได้รับขนานนามเป็น &ldquo;โอลิมปิกทางการเงิน&rdquo; ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ภายในงานจะมีผู้กำหนดนโยบาย นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลก มากกว่า 15,000 คน จาก191 ประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต หลังที่ประเทศไทยเคยสร้างประวัติศาสตร์และประสบความสำเร็จอย่างสง่างาม ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งแรกเมื่อปี 2534</p>

<p>นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและคนไทยทุกคนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ การยกระดับภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ การแสดงศักยภาพชุมชนท้องถิ่นสู่สากล (Empowering Community: From Local to Global)ตลอดจนต่อยอดไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งในฐานะเจ้าภาพประเทศไทยได้ชูแนวคิดหลัก &ldquo;ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง&rdquo; หรือ &ldquo;Thailand&rsquo;s New Horizons: Empowering People, Building Resilience&rdquo; โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาต่อยอดสู่แนวทางเศรษฐกิจโลกที่สมดุล ยั่งยืน มีภูมิคุ้มกัน และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง&nbsp;</p>

<p>สำหรับการขับเคลื่อนเชิงนโยบายบนเวทีโลกในครั้งนี้ รัฐบาลไทยได้เชื่อมโยงวิสัยทัศน์และนโยบายการคลัง</p>

<p>&nbsp;ที่สอดรับความท้าทายในปัจจุบัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง</p>

<p>&nbsp;ในทุกมิติผ่าน 4 เสาหลัก ที่เป็นประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญและทุกประเทศกำลังขบคิดหาทางออก ประกอบด้วย&nbsp;</p>

<p>เสาที่ 1 การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น (Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth) ไทยสามารถเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่น ๆในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ (Digital Public Infrastructure: DPI) อาทิ ระบบพร้อมเพย์ และ Cross-Border QR และการนำข้อมูลและเทคโนโลยี AI มาใช้ในการส่งผ่านมาตรการและบริการภาครัฐและสาธารณสุข เพื่อวางกรอบนโยบายที่แม่นยำและตรงเป้าหมาย&nbsp;</p>

<p>เสาที่ 2 การขยายบทบาทของประเทศขนาดกลางในโลกที่มีความแตกแยกสูงเพื่อให้ไทยสามารถ</p>

<p>&nbsp;เป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ (Building Resilience in a Fragmented World) นำเสนอศักยภาพของไทยในการเป็น &ldquo;Trusted Hubs&rdquo; ทางการค้า การเงิน และการลงทุนของเอเชีย พร้อมส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและความร่วมมือรูปแบบใหม่&nbsp;</p>

<p>เสาที่ 3 การสร้างสถาปัตยกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Building a New Financial Architecture for Climate Adaptation) ผ่านการปฏิรูปสถาปัตยกรรมทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านพลังงานที่สมดุล&nbsp;</p>

<p>เสาที่ 4 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืน (Demographic Change and the Longevity Economy) เปลี่ยนความท้าทายสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเตรียมพร้อมทางการเงิน&nbsp;</p>

<p>ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทยและ Soft Power ที่จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทย และสร้างความประทับใจให้กับผู้แทนจากทั่วโลก โดยคัดสรรผ้าทอและผ้าพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นจาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน รวมทั้งสิ้น 37 ลายอัตลักษณ์ทั่วไทย อาทิ ผ้าทอตีนจกไทลื้อ ผ้าขาวม้าลายช้าง และผ้าบาติกพิมพ์ลาย &ldquo;บุปผาบรมราชินีนาถ&rdquo; นำมาใช้ตกแต่งและสะท้อนคุณค่าภูมิปัญญาไทยสู่สายตาสากล ภายในงานยังมีการจัดแสดงและเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นสินค้า GI ของประเทศไทย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติได้สัมผัสกับรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น ข้าวหอมมะลิไทยแท้ 100% คุณภาพพรีเมียมคัดพิเศษ ที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินไทยและวิถีเกษตรกรรม อันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภูมิภาค</p>

<p>นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ด้วยความโดดเด่นด้านระบบการเงินดิจิทัลระดับโลกที่ประเทศไทยพัฒนาขึ้น ทั้งระบบพร้อมเพย์ และการชำระเงินข้ามประเทศ (Cross-border QR) ในการประชุมครั้งนี้ ธปท. จึงมุ่งนำเสนอศักยภาพการพัฒนาโลกการเงินยุคใหม่ ภายใต้แนวคิดการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง (Safe &amp; Inclusive Digital Finance: SIDF) เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่า นอกจากความรวดเร็วแล้ว ระบบการเงินดิจิทัลต้องมีทั้งความปลอดภัยและสร้างการเข้าถึงที่เท่าเทียม (Inclusive) สำหรับคนทุกกลุ่ม&nbsp;</p>

<p>การที่ระบบการเงินจะปลอดภัยและทั่วถึงได้ ต้องมีกลไก 3 ด้านด้วยกัน คือ (1) จัดการกับภัยทุจริตทางดิจิทัล (Fraud, scams, and digital crimes) ที่กระทบความเชื่อมั่นในระบบการเงินโดยตรง (2) ลดความเสี่ยงของภัยไซเบอร์ (Cyber resilience) เพื่อให้ระบบการเงินรองรับความเสี่ยงจากเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันระบบการเงินยังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานและผู้ให้บริการที่มีความกระจุกตัวสูง และ (3) สร้างระบบนิเวศทางการเงิน (Enabling ecosystem) ที่เข้าถึงง่าย และเป็นธรรม เพื่อป้องกันการถูกกีดกันการเข้าถึงบริการทางการเงินและความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในยุคที่การเข้าถึง AI และ digital footprint อาจสร้างความเหลื่อมล้ำในรูปแบบใหม่ หากขาดการออกแบบนโยบายที่รอบคอบ หัวใจสำคัญ คือ การวางนโยบายการเงินที่มองเห็นคนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่แค่เพียงสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ทางการเงินให้แก่ประชาชน แต่ในขณะเดียวกันจะช่วยปลดล็อกให้คนตัวเล็ก อาทิ กลุ่มเปราะบาง กลุ่มผู้สูงอายุ ตลอดจนกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อได้อย่างเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนให้มีความปลอดภัย และเท่าเทียมกัน</p>

<p>ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ธปท. พร้อมสร้างประวัติศาสตร์ผ่านกรอบนโยบาย &ldquo;Bangkok Blueprint&rdquo;ซึ่งเป็นผลลัพธ์ระดับโลกที่จะเกิดขึ้น ภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศไทย กับ The International Monetary Fund และ The World Bank Group ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น &ldquo;เข็มทิศนโยบาย&rdquo; ที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปปรับใช้ในการแก้ปัญหาให้เหมาะกับบริบทของตนเอง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงินยุคดิจิทัล โดยแนวทางนี้จะครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานเชิงนโยบายและกฎหมายที่เข้มแข็ง การป้องกันและตรวจจับภัยทุจริต การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และระหว่างประเทศ ตลอดจนการยกระดับความรู้และภูมิคุ้มกันของประชาชน Bangkok Blueprint นี้ ถูกวางให้เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ (key deliverables) ของการประชุมครั้งนี้ และจะเป็นส่วนสำคัญที่เชื่อมโยงธีมของไทยกับธีมโลก เนื่องจากภัยการเงินดิจิทัลจะเป็นความ</p>

<p>&nbsp;ท้าทายที่ทั่วโลกจะต้องพบเจอ สะท้อนให้เห็นว่าไทยมีแนวคิดที่เป็นสากล และเป็นผู้นำทางความคิดในการ</p>

<p>&nbsp;จุดประกายให้กลายเป็นแนวปฏิบัติที่ลงมือทำได้จริง เพื่อลดปัญหาและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม&nbsp;</p>

<p>ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดของการประชุม The 2026 Annual Meetings of the InternationalMonetary Fund and the World Bank Group และชุดกิจกรรม Road to Thailand เพิ่มเติมได้ผ่านช่องทาง</p>

<p>&nbsp;การสื่อสารอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ https://www.am2026thailand.go.th หรือ Facebook: AM2026 Thailand https://www.facebook.com/AM2026THAILAND</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region2.prd.go.th/th/file/get/file/20260922376cbd112162a2f3344883a267ed46f9092352.jpg' type='image/jpg' length='1785256' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“จุลพันธ์” ประชุมรัฐมนตรีแรงงานเอเปค ครั้งที่ 8 ร่วมมือ ออสเตรเลีย-จีน ขยายโอกาสแรงงานไทย พัฒนาทักษะ คุ้มครองสิทธิแรงงาน]]></title>
<link>https://region2.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1169/iid/543152</link>
<guid isPermaLink="false">36b87e4b39b244b9dd57ca82fc878cc0</guid>
<pubDate>Mon, 21 Sep 2026 08:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หารือทวิภาคีกับ The Hon Andrew Giles MP รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทักษะและการฝึกอบรม เครือรัฐออสเตรเลีย ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีแรงงานเอเปค ครั้งที่ 8 (APEC HRDMM) ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยหารือ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. การเคลื่อนย้ายแรงงานและโอกาสการจ้างงาน เป็นการติดตามผลการหารือร่วมกันเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับการขยายโอกาสการจ้างงานให้แก่แรงงานไทยในออสเตรเลีย โดยเฉพาะสาขาเกษตรกรรมตามฤดูกาล ก่อสร้าง แรงงานฝีมือ และแรงงานทักษะสูง 2. การพัฒนาทักษะแรงงานและอนาคตแห่งการทำงาน ซึ่งไทยให้ความสำคัญกับการยกระดับและเพิ่มพูนทักษะแรงงาน (Upskilling &amp; Reskilling) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ (TVET) รวมถึงสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันฝึกอบรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ&nbsp;และ 3. ในช่วงที่ไทยทำหน้าที่เป็นประธานรัฐมนตรีแรงงานอาเซียนในวาระปี 2569&ndash;2571 ขอความร่วมมือจากเครือรัฐออสเตรเลียสนับสนุนและแลกเปลี่ยนเรื่อง ASEAN Skill Certification และ AI Governance ร่วมกับสมาชิกอาเซียน เพื่อประโยชน์ด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศ นอกจากนี้ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ยกระดับความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทักษะแรงงาน โดยเฉพาะทักษะรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และทักษะสีเขียว ต่อยอดความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงานกับบริษัทจีนในประเทศไทย รวมถึงหัวเว่ย เพื่อพัฒนาแรงงานให้สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ ขณะที่การประชุมรัฐมนตรีแรงงานเอเปค ครั้งที่ 8 ในวันที่ 21 กันยายน 2569 มุ่งเน้นความร่วมมือ 3 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมการจ้างงานคุณภาพสูงและการพัฒนาเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการจ้างงาน การลงทุนในคนและพัฒนาทักษะวิชาชีพ และการพัฒนาระบบประกันสังคมดิจิทัล ทั้งนี้ เพื่อยกระดับศักยภาพแรงงานไทยให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับสมาชิก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region2.prd.go.th/th/file/get/file/202609217acf37ace97682b71a1fa894110dbc08083212.jpg' type='image/jpg' length='1330948' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank 2026 12 - 18 ตุลาคม 2569]]></title>
<link>https://region2.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1169/iid/543150</link>
<guid isPermaLink="false">9d8863c8c639f2c03bae877169d27e36</guid>
<pubDate>Mon, 21 Sep 2026 08:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group: WBG) หรือ IMF-WBG Annual Meetings หรือ AM2026ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 - 18 ตุลาคม 2569 ถือเป็นเวทีเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดเวทีหนึ่งของโลก เปรียบเสมือน &ldquo;โอลิมปิกด้านการเงินการคลัง&rdquo; ที่จะทำให้สายตาจากทั่วโลกจับจ้องมายังประเทศไทย โดยเป็นการประชุมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักคิด และนักวิชาการด้านเศรษฐกิจการเงินจากทั่วทุกมุมโลก มาร่วมหารือประเด็นสำคัญ อาทิ การเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเงิน การลดความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนี้สาธารณะ เทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) และสินทรัพย์ดิจิทัล และการรับมือภัยไซเบอร์ด้านการเงิน เพื่อเป็แนวทางให้แต่ละประเทศนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ ให้เกิดเสถียรภาพและส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน&nbsp;การจัดประชุมระดับโลกนี้เริ่มต้นเมื่อปี 2490 และจัดขึ้นเป็นประจำในเดือนตุลาคมของทุกปี ณ สำนักงานใหญ่ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ต่อเนื่องกัน 2 ปี และทุกปีที่ 3 จะหมุนเวียนไปจัดที่ประเทศสมาชิก เพื่อเชื่อมโยงความหลากหลายของภูมิภาคและความร่วมมือจากทั่วโลก จากจุดเริ่มต้นถึงปัจจุบันมีเพียง 3 ประเทศที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพถึง 2 ครั้ง ได้แก่ ตุรกี (ปี 2498 และ 2552) ญี่ปุ่น (ปี 2507 และ 2555) และไทย ครั้งแรกเมื่อปี 2534 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จากความสำเร็จในครั้งนั้น ทำให้ในปี 2569 ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมอีกครั้ง ในรอบ 35 ปี สะท้อนว่าไทยเป็นประเทศที่ประชาคมโลกเชื่อมั่นและให้ความสนใจในด้านการเงินการคลังระดับโลก&nbsp;ย้อนกลับไป 35 ปีที่แล้ว ปี 2534 ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมใหญ่ระดับโลกครั้งสำคัญ Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group เป็นครั้งแรก ที่กรุงเทพมหานคร ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ไทยก้าวขึ้นมาอยู่ในแผนที่เศรษฐกิจโลก ยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริการเพื่อรองรับผู้เข้าร่วมประชุมนับหมื่นคนจากทั่วโลก ที่สำคัญคือการสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติว่าไทยพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของเวทีเศรษฐกิจโลกจากนั้นตุลาคม 2566 ที่กรุงมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก ในระหว่างการประชุม 2023 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่สำคัญนี้อีกครั้ง ในปี 2569 จากการคัดเลือกของ IMF และ World Bank Group จนนำมาสู่การประชาสัมพันธ์การเป็นเจ้าภาพของไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ 2024 Spring Meetings, 2024 Annual Meetings, 2025 Spring Meetings และครั้งล่าสุดในการประชุม 2025 Annual Meetings ระหว่างวันที่ 13-17 ตุลาคม 2568 ประเทศไทยได้จัดแสดงบูทประชาสัมพันธ์ในธีม &ldquo;A Touch of Thai Craftsmanship&rdquo; หรือ &ldquo;สัมผัสหัตถศิลป์ไทย&rdquo; ชูเอกลักษณ์ความเป็นไทยผ่านผลิตภัณฑ์การสานแบบไทย และกิจกรรมสานปลาตะเพียน สร้างความประทับใจให้ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก และในปี 2569&nbsp;มีซีรีส์ของกิจกรรมประชาสัมพันธ์ Road to Thailand อย่างต่อเนื่องการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ในครั้งนี้จะยกระดับบทบาทของไทยในเวทีโลกอีกครั้ง ด้วยการนำเสนอวิสัยทัศน์การพัฒนาผ่านการกำหนดธีมของประเทศไทย และการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เปิดโอกาสการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และแสดงศักยภาพของประเทศไทยในด้านต่าง ๆ ต่อผู้นำและผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจจากทั่วโลก ดังนั้น การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการจัดประชุมระดับนานาชาติ แต่เป็น &ldquo;โอกาสของประเทศและคนไทยทุกคน&rdquo; ในการแสดงศักยภาพ ความพร้อม และอัตลักษณ์ความเป็นไทยต่อผู้นำเศรษฐกิจ โดยสอดแทรกผ่านองค์ประกอบในการจัดประชุม อาทิ การใช้ผ้าไทย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว การลงทุน และรายได้ให้กับผู้ประกอบการไทยในหลายภาคส่วน ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การคมนาคม บริการ และธุรกิจท้องถิ่น พร้อมทั้งสนับสนุนแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในการประชุมจะนำแนวคิด Green Meeting และผนังห้องประชุมแบบ Isowall (แผ่นผนังสำเร็จรูป) มาใช้ ซึ่งสามารถรื้อและนำกลับมาใช้ใหม่ได้&nbsp;คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ ซึ่งเป็นผู้นำระดับสูง ทั้งผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหาร IMF และ World Bank นักลงทุน สถาบันการเงิน ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลก โดยจะมีการประชุมหลัก ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และการประชุมย่อยอีกประมาณ 1,000 การประชุม&nbsp;ซึ่งคาดว่า การประชุมดังกล่าวจะทำให้เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจไทยจำนวนมาก และความสำเร็จของการประชุมครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน และให้คนไทยทุกคนรู้สึกว่า &ldquo;เราเป็นเจ้าภาพร่วมกัน&rdquo; ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ ภาคบริการ อาสาสมัคร หรือประชาชนทั่วไป เพราะนี่คือโอกาสสำคัญในการสร้างความประทับใจและสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยต่อประชาคมโลก&nbsp;<br />
รัฐบาลเชื่อมั่นว่า เวทีนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอวิสัยทัศน์และบทบาทของไทยในฐานะประเทศที่พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือ สร้างสมดุล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region2.prd.go.th/th/file/get/file/202609211589e5836946499e8ff076ae103222ef082811.jpg' type='image/jpg' length='1733944' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[🌊🌊 สถานการณ์น้ำโขง-ชี-มูล ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง วันที่ 20 กันยายน 2569]]></title>
<link>https://region2.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1169/iid/543052</link>
<guid isPermaLink="false">d376fcaa6cb299adf153aef0e572b30d</guid>
<pubDate>Sun, 20 Sep 2026 11:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>🌊🌊 สถานการณ์น้ำโขง-ชี-มูล ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง<br />
วันที่ 20 กันยายน 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region2.prd.go.th/th/file/get/file/20260920cf1e04b2c0f1fe6c229151bef973bddc112137.jpg' type='image/jpg' length='259034' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“เอกนัฏ” พลิกโฉมพลังงานไทย ส่งเสริมคนไทยผลิตไฟฟ้าใช้เอง ขายส่วนเกินคืนรัฐ ลดค่าไฟ สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน]]></title>
<link>https://region2.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1169/iid/543045</link>
<guid isPermaLink="false">f9edde2fb2209abf8fd35a14b97580cc</guid>
<pubDate>Sun, 20 Sep 2026 11:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ ลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน โดยส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง และขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบผ่านระบบ Net Billing ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ขยายกำลังผลิตโซลาร์รูฟท็อปสำหรับประชาชนเป็น 10,000 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 1 ล้านครัวเรือน และขยายสัญญารับซื้อไฟฟ้าจาก 10 ปี เป็น 20 ปี โดยรัฐบาลเตรียมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ 50,000 บาท จากวงเงินประมาณ 130,000&ndash;150,000 บาท ส่วนที่เหลือสามารถผ่อนชำระผ่านสถาบันการเงิน ซึ่งรายได้จากการขายไฟและการลดค่าไฟจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน พร้อมทั้งปรับขั้นตอนขออนุญาตให้รวดเร็วขึ้นผ่านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และเข้มงวดด้านมาตรฐานอุปกรณ์และการติดตั้งเพื่อความปลอดภัย ขับเคลื่อนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ภายใต้แนวคิด &ldquo;สะอาดที่สุด มั่นคงที่สุด และเป็นธรรมที่สุด&rdquo; ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจาก 20% เป็น 50% ภายใน 10 ปี และไม่น้อยกว่า 65% ใน 25 ปี รองรับเทคโนโลยีพลังงานใหม่โดยเฉพาะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เดินหน้ามาตรการปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านอยู่อาศัย เริ่มต้นในรอบบิลเดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป โดยคิดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตัดค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟของประชาชน เพื่อบรรเทาภาระค่าไฟและสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้ไฟฟ้า สำหรับความสำเร็จในการจัดงาน Gastech 2026 ประเทศไทยสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานกว่า 60,000 คน เกิดการลงทุนไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 1.33 ล้านล้านบาท พร้อมสร้างความร่วมมือด้านพลังงานกับนานาประเทศ ตอกย้ำบทบาทไทยในฐานะศูนย์กลางพลังงานและการลงทุนด้านพลังงานสะอาดในภูมิภาค</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region2.prd.go.th/th/file/get/file/20260920724c73735aadae8b4d979d83511c592b110638.jpg' type='image/jpg' length='1539093' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ระดับน้ำแม่น้ำโขง วันที่ 20 กันยายน 2569]]></title>
<link>https://region2.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1169/iid/543050</link>
<guid isPermaLink="false">33beef5b4b3b4615fbdef6c3779d2c2e</guid>
<pubDate>Sun, 20 Sep 2026 09:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ระดับน้ำแม่น้ำโขง วันที่ 20 กันยายน 2569</p>

<p>ภาพรวมระดับน้ำแม่น้ำโขงในพื้นที่ 4 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงต่ำกว่าตลิ่งทุกสถานี แต่ระดับน้ำโขง ที่ จ.อุบลราชธานี และ จ. อำนาจเจริญ มีระดับน้ำสูงขึ้นเล็กน้อย ส่วน จ.มุกดาหาร และ จ.นครพนม ลดลง ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามสถาการณ์น้ำจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด</p>

<p>-โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ระดับน้ำ 11.89 ม. เพิ่มขึ้น 1 ซม. ต่ำกว่าตลิ่ง 2.61 ม.</p>

<p>-ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ ระดับน้ำ 6.52 ม. เพิ่มขึ้น 12 ซม. ต่ำกว่าตลิ่ง 6.48 ม.</p>

<p>-เมืองมุกดาหาร ระดับน้ำ 8.80 ม. ลดลง 4 ซม. ต่ำกว่าตลิ่ง 3.70 ม.</p>

<p>-เมืองนครพนม ระดับน้ำ 8.44 ม. ลดลง 23 ซม. ต่ำกว่าตลิ่ง 4.56 ม.</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region2.prd.go.th/th/file/get/file/2026092061abd769b9463340e55e00e2e8f0ec6b111853.jpg' type='image/jpg' length='243072' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ทส. - อว.” ผนึกกำลังนำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ฟื้นฟูทะเลไทย อนุรักษ์พะยูน โลมาอิรวดี]]></title>
<link>https://region2.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1169/iid/542856</link>
<guid isPermaLink="false">54bcfe0e41541f78b255d6f730f4d1ff</guid>
<pubDate>Sat, 19 Sep 2026 07:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมลงนามแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และมุ่งสู่ธรรมชาติเชิงบวก (Nature Positive) เนื่องจากปัจจุบันวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ สัตว์ทะเลหายากในประเทศไทยที่เข้าสู่ภาวะน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยข้อมูลสำรวจล่าสุดของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) พบว่า ประชากร &ldquo;พะยูน&rdquo; ในธรรมชาติของไทยเหลืออยู่เพียงประมาณ 270&ndash;280 ตัว (ฝั่งอันดามันราว 240&ndash;250 ตัว และฝั่งอ่าวไทยราว 30 ตัว) ซ้ำยังเผชิญวิกฤตแหล่งหญ้าทะเลเสื่อมโทรมเสียหายสะสมกว่า 10,000 ไร่ จนพะยูนขาดแคลนอาหาร ย้ายถิ่น และมีสถิติเกยตื้นตายสูงผิดปกติถึงเกือบ 30 ตัวต่อปี ขณะที่ &ldquo;โลมาอิรวดี&rdquo; น้ำจืดในทะเลสาบสงขลา อยู่ในภาวะเสี่ยงสูญพันธุ์ขั้นวิกฤต (Critically Endangered) เหลือประชากรในธรรมชาติเพียง 14 ตัวสุดท้าย เท่านั้น ประกอบกับปัญหาการเกิดปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสี (ยูโทรฟิเคชัน/แพลงก์ตอนบลูม) และผลกระทบจากการท่องเที่ยวทางทะเลเกินขีดความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศ (Carrying Capacity) รัฐบาลจึงบูรณาการเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ขับเคลื่อนแผนเร่งด่วนใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1) อนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ เช่น พะยูนและโลมาอิรวดี พร้อมฟื้นฟูระบบนิเวศทะเลสาบสงขลา 2) ดูแลและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทางทะเล ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีเฝ้าระวัง ป้องกัน และจัดการปัญหา เช่น ระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยปัญหายูโทรฟิเคชัน 3) ลดผลกระทบจากการท่องเที่ยวทางทะเลและใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างสมดุล ผ่านการวิจัยและพัฒนาแนวทางจัดการเรือท่องเที่ยว การกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงขีดความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศ ควบคู่การใช้เทคโนโลยีตรวจ eDNA และกลไก Nature Finance ขยายผลสู่การสร้างรายได้คาร์บอนเครดิตกลับคืนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region2.prd.go.th/th/file/get/file/20260919fd4e9fbe19333a21cc29fc39b2ffb1bb075156.jpg' type='image/jpg' length='1355641' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” เผยผลสำเร็จ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” สร้างมูลค่าการเจรจากว่า 571 ล้าน เดินหน้าใช้ประโยชน์จาก FTA ขยายตลาด แข่งขันในตลาดโลก]]></title>
<link>https://region2.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1169/iid/542853</link>
<guid isPermaLink="false">d4a2dfe9541af609ddf081fcbf6840f4</guid>
<pubDate>Sat, 19 Sep 2026 07:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบเกียรติบัตรแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจ จำนวน 64 ราย ภายใต้โครงการ &ldquo;Boost up SMEs สู่ตลาด FTA&rdquo; สามารถจับคู่ธุรกิจใน 3 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ รวม 177 คู่ และสร้างมูลค่าการเจรจาซื้อขายรวมกว่า 571 ล้านบาท ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยนางศุภจี กล่าวว่า SMEs เป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย สร้างรายได้ให้ประเทศ 34&ndash;35%&nbsp;ผู้ส่งออกไทยกว่า 22,000 ราย หรือ 80% เป็นผู้ประกอบการรายเล็ก แต่สร้างรายได้จากการส่งออก 14% จึงจำเป็นต้องยกระดับศักยภาพ SMEs ให้สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ ให้ผู้ประกอบการเกิดได้ง่าย เติบโตได้เร็ว และสามารถแข่งขันได้ในโลกที่มีการแข่งขันสูงขึ้น นอกจากนี้จะเร่งใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เต็มศักยภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายเล็ก สนับสนุนผู้ประกอบการในด้านแหล่งเงินทุน และการพัฒนาศักยภาพ ขยายตลาดใหม่ และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย ปัจจุบัน ไทยมี FTA ที่มีผลบังคับใช้แล้ว&nbsp;14 ฉบับกับ 18 ประเทศ และได้ลงนาม FTA เพิ่มอีก 3 ฉบับ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการให้มีผลบังคับใช้ ได้แก่ FTA ไทย-ศรีลังกา FTA ไทย-EFTA (สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์) และ FTA ไทย-ภูฏาน คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2570 หากเสร็จสิ้นกระบวนการจนมีผลบังคับใช้ ไทยจะมี FTA รวม 17 ฉบับกับ 24 ประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region2.prd.go.th/th/file/get/file/2026091903f51ce91372d39287f19a1e591f8a81074727.jpg' type='image/jpg' length='1524944' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[🌊🌊 สถานการณ์น้ำโขง-ชี-มูล ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง วันที่ 18 กันยายน 2569]]></title>
<link>https://region2.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1169/iid/542865</link>
<guid isPermaLink="false">d3d2707fb986c074180201f8868be13f</guid>
<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 11:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="🌊" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tbc/1/16/1f30a.png" width="16" /><img alt="🌊" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tbc/1/16/1f30a.png" width="16" /> สถานการณ์น้ำโขง-ชี-มูล ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง<br />
วันที่ 18 กันยายน 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region2.prd.go.th/th/file/get/file/20260919281b11314c6c98788e35c09a6cd04e72081730.jpg' type='image/jpg' length='278164' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[🌊🌊 ระดับน้ำแม่น้ำโขง วันที่ 18 กันยายน 2569]]></title>
<link>https://region2.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1169/iid/542536</link>
<guid isPermaLink="false">4fa2a95af6f794d510c15490972788b6</guid>
<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 09:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>🌊🌊 ระดับน้ำแม่น้ำโขง วันที่ 18 กันยายน 2569</p>

<p>ภาพรวมระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งทุกสถานี แต่แนวโน้มเริ่มแตกต่างกัน โดย โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ลดลงต่อเนื่อง ขณะที่มุกดาหารและนครพนมระดับน้ำเพิ่มขึ้น</p>

<p>-โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ระดับน้ำ 11.91 ม. ลดลง 19 ซม. ต่ำกว่าตลิ่ง 2.59 ม.</p>

<p>-ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ ระดับน้ำ 6.20 ม. ลดลง 4 ซม. ต่ำกว่าตลิ่ง 6.80 ม.</p>

<p>-เมืองมุกดาหาร ระดับน้ำ 8.52 ม. เพิ่มขึ้น 11 ซม. ต่ำกว่าตลิ่ง 3.98 ม.</p>

<p>-เมืองนครพนม ระดับน้ำ 8.27 ม. เพิ่มขึ้น 48 ซม. ต่ำกว่าตลิ่ง 4.73 ม.</p>
]]></description>
<enclosure url='https://region2.prd.go.th/th/file/get/file/202609188051e686d638799bcfc0fb4cba7c9598092820.jpg' type='image/jpg' length='256818' />
</item>
</channel>
</rss>
