การประดับกระจกราชรถและพระยานมาศ ภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีบวงสรวงและกะเทาะกระจกเก่าออก

การประดับกระจกราชรถและพระยานมาศ ภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีบวงสรวงและกะเทาะกระจกเก่าออกเพื่อเตรียมการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ ณ โรงราชรถ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เขตพระนคร เพื่อถวายพระเกียรติยศสูงสุด แด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง แล้ว สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ได้เข้าสู่ขั้นตอนการประดับกระจกเพิ่มความแวววาวและเปล่งประกายแสงคล้ายอัญมณีแก่ราชรถและพระยานมาศ เพื่อให้งานมีความสมบูรณ์และงดงามสมพระเกียรติ

ในการประดับกระจก ช่างประดับกระจกจะต้องฝึกฝนหาความชำนาญเป็นเวลานาน อีกทั้งอาศัยความวิจิตรบรรจงในตัดกระจกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยให้ได้ขนาดเท่ากันและประดิษฐ์เป็นลวดลายลำดับหรือสลับสี จนงานประดับกระจกออกมาเรียงแถวเสมอกันตลอดแนวอย่างสวยงาม อันเสริมสร้างบารมีและคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของชาติแก่ราชพาหนะเพื่อถวายพระเกียรติยศสูงสุด

การออกแบบลวดลายคือขั้นตอนแรกของการประดับกระจก โดยลวดลายนั้นจะมีความแตกต่างกันตามจากลักษณะวิธีการประดับ สามารถจำแนกได้เป็น ๕ ประเภท ได้แก่ 
๑. การประดับกระจกแบบเต็มพื้นหน้า คือการประดับกระจกที่ทำให้เกิดลวดลายบนพื้นราบ กึ่งราบ หรือโค้ง ลักษณะของผิวหน้ากระจกจะมีความเรียบเสมอกัน เช่น ลายหน้ากระดาน, ช่อฟ้า, ใบระกา เป็นต้น
๒. การประดับกระจกในร่องลาย คือการประดับกระจกในร่องลายของงานแกะสลักไม้หรืองานปูนปั้น เพื่อขับเน้นให้ลวดลายชัดเจนขึ้น
๓. การประดับกระจกลายยา คือการประดับกระจกบนพื้นผิวงานที่ขุดเป็นร่องลายต่าง ๆ ปิดทองทึบ แล้วประดับกระจกสีลงในช่องนั้นๆ ให้เกิดลวดลาย โดยคำว่า ‘ลายยา’ ย่อมาจากคำว่า ‘กระยารงค์’ แปลว่า สีสำหรับวาดเขียน 
๔. การประดับกระจกมุกประเภทแกมเบื้อ คือการประดับกระจกสีผสานกับการประดับมุกเป็นลวดลายต่าง ๆ
๕. การประดับกระจกแวว คือการสอดประดับกระจกตกแต่งในไส้ลาย
 อีกหนึ่งความหัวใจสำคัญของงานประดับกระจกราชรถและพระยานมาศนั้นคือกระจกสี ที่มีลักษณะสีสัน ความแวววาว และความประกายแสงที่แตกต่างกัน ดังนั้น ช่างประดับกระจกจึงต้องพิจารณาเลือกใช้วัสดุให้มีความเหมาะสมกับลวดลายที่ออกแบบไว้ด้วย โดยกระจกสีที่นิยมใช้ประดับตกแต่งงานประณีตศิลป์มีด้วยกัน ๔ ชนิด ได้แก่
๑. กระจกเกรียบ คือกระจกสีที่ดาดหลังด้วยตะกั่วหรือดีบุก เป็นกระจกที่นิยมใช้ประดับตกแต่งกันมาตั้งแต่โบราณ ในปัจจุบันไม่มีการผลิตกระจกเกรียบแล้ว

กระจกเกรียบนั้นมีทั้งชนิดแผ่นบางและแผ่นหนา ชนิดแผ่นบางมักใช้ในงานศิลปวัตถุขนาดเล็กที่ต้องใช้ความประณีตสูง เช่น ศิราภรณ์ ตะลุ่ม เตียบ ส่วนชนิดแผ่นบางจะนิยมใช้ในงานสถาปัตยกรรม เช่น ช่อฟ้า ซุ้มประตู เป็นต้น
๒. กระจกจืน คือกระจกที่มีสีใสฉาบบนแผ่นตะกั่วนม งานที่ใช้กระจกประเภทนี้มักพบได้มากตามพระอุโบสถทางภาคเหนือ โดยเฉพาะส่วนประดับของสถาปัตยกรรม กระจกจืนสามารถตัดแต่งและดัดโค้งงอได้ วิธีการใช้งานคือ ใช้กรรไกรตัดให้ได้ขนาดที่ต้องการ จากนั้นดัดให้เข้ารูปทรงลาย แล้วจึงใช้ตะปูตรึงให้ติดกับชิ้นงาน
๓. กระจกหุง คือกระจกที่ผลิตจากการหุงทรายด้วยความร้อนสูง แล้วหล่อออกมาเป็นรูปทรงต่าง ๆ เช่น หยดน้ำ ครึ่งวงกลม เพื่อให้มีมิติสูงขึ้นมาจากพื้นเมื่อประดับบนลวดลาย
๔. กระจกแก้ว เป็นกระจกสีด้านหลังฉาบด้วยปรอทเคลือบน้ำยาเคมี ปัจจุบันมี ๒ ชนิด ได้แก่ แบบโค้งและแบบตรง กระจกแบบโค้งจะมีความบางมากกว่ากระจกตรง แต่บางไม่เท่ากระจกเกรียบ เหมาะกับงานที่มีขนาดเล็กที่สามารถตัดกระจกเข้ารูปทรงของชิ้นงานได้ ส่วนกระจกแผ่นตรงจะมีความหนาและสีสันสวยงาม เหมาะกับการใช้ในงานสถาปัตยกรรมที่จะต้องตัดกระจกขนาดใหญ่ 

เนื่องจากปัจจุบันไม่มีการผลิตกระจกเกรียบแล้ว หลายหน่วยงานจึงทดลองผลิตกระจกเพื่อใช้ทดแทนกระจกเกรียบ แต่ยังไม่สามารถเทียบเคียงกระจกเกรียบโบราณได้ ช่างประดับกระจกจึงต้องปรับใช้วัสดุกระจกให้เหมาะสมกับงาน

เมื่อออกแบบลาย กำหนดวิธีการประดับ และเลือกประเภทกระจกที่จะใช้ในงานแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการการเตรียมพื้นผิวด้วยการใช้ยางรักทารองพื้นชั้นแรก เมื่อรักหมาดแล้วจึงลงอีพอกซี AB เป็นพื้นเพื่อเตรียมลงกระจกต่อไป จากนั้นจึงตัดลายกระจกให้เป็นรูปร่างที่ต้องการ โดยมีรูปแบบเป็นเหลี่ยมเป็นแบบหลัก เช่น รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส รูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด รูปเกล็ดเต่า เป็นต้น แล้วใช้ไม้ติดขี้ผึ้งจิ้มเพื่อประดับกระจก แล้วจึงยึดกระจกด้วยอีพอกซี AB อีกครั้ง หรืออาจใช้วัสดุชนิดอื่นตามลักษณะของชิ้นงาน เช่น งานชิ้นขนาดใหญ่ จะใช้ปูนเป็นตัวติดประดับ แต่หากย้อนกลับไปในอดีต การประดับกระจกแบบดั้งเดิมนั้นจะใช้รักสมุกในการยึดกระจก มิใช่อีพอกซีเช่นในปัจจุบัน เนื่องจากกระจกสำหรับใช้ประดับในปัจจุบันนั้นผลิตมาเหมาะสมที่จะใช้กับอีพอกซีมากกว่า


image รูปภาพ
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar
Tag